คำตอบ : 1. การประกอบกิจการด้านอุตสาหกรรมไม้เป็นงานที่ให้บริการแก่ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจโดยมีพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 53 ตรี (ภายในเขตควบคุมห้ามมิให้ผู้ใดค้า หรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการค้า ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้ หรือสิ่งอื่นใดบรรดาที่ทำด้วยไม้หวงห้าม ที่มีชนิดไม้ขนาดหรือปริมาณเกินกว่าที่รัฐมนตรีกำหนดตามมาตรา 53 ทวิ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่) กฎกระทรวง ข้อกำหนด นโยบายของกรมป่าไม้ ประกาศกรมป่าไม้ และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องสำหรับควบคุม กำกับ และตรวจสอบการดำเนินงานของผู้ขออนุญาต ให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ หลักเกณฑ์ และเงื่อนไขของกรมป่าไม้ให้ถูกต้อง
2. ขั้นตอนการดำเนินงานตามคู่มือจะเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชนเรียบร้อยแล้ว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ตอบ : 1. หากผู้รับใบอนุญาตผู้ใดเลิกกิจการที่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องแจ้งการเลิกกิจการเป็นหนังสือให้พนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่ทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลิกกิจการ และให้ถือว่าใบอนุญาตสิ้นอายุตั้งแต่วันเลิกกิจการ และให้จัดการรื้อ ถอน อุด หรือกลบหลุม บ่อ หรือสิ่งก่อสร้างที่เกี่ยวกับกิจการน้ำบาดาลที่พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อแหล่งน้ำบาดาล ทั้งนี้ ภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่
2. ขั้นตอนการดำเนินงานตามคู่มือจะเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารครบถ้วนตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชนเรียบร้อยแล้ว
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ภบท.5 คือ เอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภาษีดอกหญ้า) ซึ่งท้องถิ่นเก็บ ไม่เกี่ยวกับว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน ไม่ใช่เอกสารแสดงสิทธิครอบครองที่ดิน เพราะเจ้าของที่ดินก็ยังคงเป็นของทางราชการอยู่ เพียงแต่อาจจะให้มีการใช้ประโยชน์ชั่วคราว แต่ไม่ถือว่าผู้ที่ใช้ประโยชน์นั้นเป็นเจ้าของที่ดิน (เหมือนการเช่าที่ของรัฐแล้วจ่ายเงินค่าเช่ารายปีแต่รัฐยังเป็นเจ้าของอยู่ คนซื้อทั้งหลายต่างหากที่คิดเอาเองว่าเป็นเจ้าของ) ปัจจุบันยกเลิกให้เก็บภาษีแล้ว เพราะปัญหาคือ ส่วนมากเป็นที่ป่าสงวน การแจ้งเสียภาษีก็แจ้งกันเองโดยไม่รังวัด บางรายครอบครอง เป็น 100 ไร่ บุกรุกป่าทั้งนั้น
ที่ดินในลักษณะนี้ปกติจะซื้อขายกันไม่ได้ เพราะเป็นที่ดินที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับ ยังไม่รู้ว่าต่อไปจะสำรวจออกเอกสารสิทธิหรือไม่อย่างไร
(หากที่ดินไม่ได้อยู่ในเขตป่า ฯ , เขตปฏิรูปที่ดิน , เขตที่สาธารณประโยชน์ , ที่หลวงสงวนหวงห้าม
สามารถนำรังวัดออกโฉนดได้โดยการเดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน ตามโครงการของกรมที่ดิน ซึ่งมีโครงการทุกปี แต่ละจังหวัด แต่ละอำเภอ แต่ละตำบล ซึ่งจะประกาศเป็นพื้นที่ ๆ ไป
ต้องคอยติดตามประกาศของกรมที่ดิน ได้ที่เว็บไซต์ของกรมที่ดิน : www.dol.go.th)
แต่ก็มีการซื้อขายกันเอง โดยการโอนเปลี่ยนมือไปเรื่อย ๆ กล่าวคือ ชำระราคา ส่งมอบการครอบครอง และเปลี่ยนชื่อผู้เสียภาษีในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่มาเป็นชื่อผู้ซื้อ แต่ใช้ยันกันได้ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายเท่านั้น จะใช้ยันทางราชการไม่ได้ ไม่ว่าจะครอบครองมากี่สิบปีก็ตาม จะอ้างการซื้อขายไปยันกับทางราชการก็ไม่ได้ (เดือน กุมภาพันธ์ 64)
ทั้งนี้แนะนำควรทำการซื้อขายกันที่ อบต. เพราะจะมีเจ้าหน้าที่เป็นพยาน ซึ่งจะแตกต่างจากกรณีซื้อขายที่ดินมีโฉนด โดยกฎหมายบังคับให้ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
กรณีหากจะซื้อที่ดินดังกล่าวควรตรวจสอบข้อมูลดังต่อไปนี้
1. ตรวจสอบดูพิกัดและระวางที่ตั้งของที่ดินที่ปรากฏในใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ โดยขอคำแนะนำกับเจ้าหน้าที่ อบต.
2. เมื่อรู้รายละเอียดตามข้อ 1. แล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ซึ่งท่านต้องนำพิกัดหรือระวางของที่ดินนั้นไปตรวจสอบกับกรมป่าไม้ หรือกรมทหารในเขตพื้นที่นั้น เพื่อจะได้ทราบว่าที่ดิน ภบท.5 ทับซ้อนที่ป่าไม้ หรือที่ทหารหรือไม่
หากตรวจสอบแล้ว ปรากฏว่าไม่ทับซ้อนที่ป่าไม้ หรือที่ทหาร โอกาสที่รัฐจะเรียกคืนที่ดินดังกล่าวก็มีน้อย อาจขอออกโฉนดได้ แต่ต้องอยู่ในเขตที่อยู่อาศัย ในชุมชนขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ขึ้นไป ท้องไร่ท้องนาที่มีหลักฐานการใช้ประโยชน์ด้านการเกษตรมาอย่างยาวนาน (พูดง่าย ๆ ก็คือเขตชุมชนนั่นเอง) หากรัฐมีประกาศให้ราษฎรนำมาออกโฉนด แต่จะขอออกโฉนดเฉพาะรายไม่ได้ ยกเว้นเมื่อรัฐประกาศไปแล้ว แล้วยังไม่มีเงินไปเสียค่าธรรมเนียม หรือลืม หรือยุ่ง ก็สามารถไปขอเปลี่ยนทีหลังได้ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนก่อนที่รัฐจะประกาศ
กรณีหากที่ดินตกสำรวจออก นส.3 หรือเอกสารอื่น ไม่ใช่ที่ป่า ที่ดินข้างเคียงเป็นโฉนด หรือนส.3 ไปแจ้งเสียภาษี ที่ดิน ภบท.5 ไว้ก็มี ซึ่งสามารถออกโฉนดได้ ก็ลองไปตรวจสอบแผนที่ออกโฉนดกับสำนักงานที่ดินว่าของเราอยู่แนวออกโฉนดได้หรือไม่
สถานที่ยื่นคำขอมี 2 แห่ง ดังนี้
1. กรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอที่ กรมป่าไม้ 61 ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
2. ต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมจังหวัด 76 จังหวัด ตามท้องที่ใช้งาน
ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ผู้ขอมี/ขอใช้ ยื่นคำขอ ลซ.6 + เอกสารประกอบ ตามจังหวัดท้องที่ เก็บสินค้า
2. ตรวจสอบเอกสารถูกต้องและส่งตรวจสอบประวัติที่ศาลเยาวชน และครอบครัวกลาง และกรมบังคับคดี
3. ออกใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์ (ลซ.7)
4. ก่อนนำเข้าต้องขออนุมัติการนำเข้าที่ระบบ RFD Single Window
5. หลังจากนำเข้าเลื่อยโซ่ยนต์แล้วต้องรายงานบัญชีรับจำหน่ายทุก ๆ 30 วัน ต่อนายทะเบียนเลื่อยโซ่ยนต์
(รวมระยะเวลาดำเนินการ 121 วัน)
เอกสารหลักฐานแนบคำขอ ลซ.6
บุคคลธรรมดา
-สำเนาบัตรประชาชน+สำเนาทะเบียนบ้าน
-หลักฐานการมีสิทธิในสถานที่เก็บเลื่อยโซ่ยนต์ เช่น สำเนาหลักฐานที่ดิน, สัญญาเช่า, หนังสือ ยินยอมของผู้มีสิทธิในที่ดินที่ยินยอม/ให้ใช้ เป็นสถานที่เก็บเลื่อยโซ่ยนต์
-รายละเอียดของเลื่อยโซ่ยนต์ที่จะนำเข้ามาฯ
-แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งสถานที่เก็บเลื่อย โซ่ยนต์
กรณีนิติบุคคลให้เพิ่มเอกสาร ดังนี้
-สำเนาหนังสือรับรองจดทะเบียนนิติ บุคคล+ หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับ บริษัทฯ ที่จดทะเบียน
-สำเนาบัตรประชาชน+สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎกระทรวงฯ
-อายุไม่ตำกว่า 20 ปี บริบูรณ์
- มีสัญชาติไทย
- มีภูมิลำเนา/ถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร
- ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ/เสมือนไร้ ความสามารถ
- ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
- ไม่อยู่ระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาต/ถูกเพิกถอน
การนำสายไฟฟ้าที่ใช้งานแล้ว เข้ามาในราชอาณาจักรไทยนั้นอยู่ภายใต้เงื่อนไขเกี่ยวกับของของเสียอันตราย ปัจจุบันมีอนุสัญญาบลเซล ว่าด้วยการควบคุมการเคลื่อนย้ายข้ามแดนของเสียอันตราย และการกำจัดมีคณะทำงาน 9 หน่วยงาน โดยมี กรมควบคุมมลพิษ ทส. ร่วมเป็น คณะ/ทำงาน จากการตรวจสอบข้อมูลในอนุสัญญาบาเซล และปรึกษาการกรมควบคุมมลพิษพบว่า สายไฟฟ้าที่ใช้งานแล้ว ไม่มีอยู่ในข้อห้ามของอนุสัญญาบาเซลสามารถนำเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้แต่มีข้อควรระวัง ! ว่าจะต้องมีการสำแดงสินค้าเฉพาะสานไฟที่ใช้แล้วเท่านั้นห้ามมีวัสดุอย่างอื่นผสมประปนเข้ามาด้วย ( เดือน กุมภาพันธ์ 2564 )
ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง “กำหนดให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ.2563” โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2563 เป็นต้นไป ซึ่งขยะอิเล็กทรอนิกส์ในที่นี้ คือ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์หรือเศษที่มีส่วนประกอบ (ไม่รวมเศษจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ได้แก่ ตัวเก็บประจุไฟฟ้า และแบตเตอรี่อื่นๆ สวิทซ์ที่มีปรอทเป็นองค์ประกอบในการทำงาน เศษแก้วจากหลอดรังสีแคโทด และแอกติเวเต็ดกลาสอื่นๆ ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่มีสารพีซีบี หรือที่ปนเปื้อนด้วยแคดเมียม ปรอท ตะกั่ว โพลีคลอริเนทเต็ดไบฟีนิลซึ่งเป็นของเสียเคมีวัตถุ ตามบัญชี 5.2 ลำดับที่ 2.18 ของประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย พ.ศ.2556 ตามกฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย ทั้งนี้ ข้อกำหนดดังกล่าวครอบคลุมขยะอิเล็กทรอนิกส์ตามพิกัดอัตราศุลกากรตอนที่ 84 และตอนที่ 85 เฉพาะรหัสสถิติ 899 ของเสียอิเล็กทรอนิกส์ภายใต้อนุสัญญาบาเซล เป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ( เดือน กุมภาพันธ์ 2564)
ผู้ขอรับใบอนุญาตเจาะและใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล
ติดต่อที่ทำการของพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่ในเขตน้ำบาดาลโดยยื่นคำขอ ตามแบบ นบ.1 พร้อมแนบสำเนา
1) หนังสือแสดงสิทธิในที่ดิน
2) หนังสือมอบอำนาจและสำเนาประจำตัวบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ (กรณีผู้ขอรับใบอนุญาตฯ ไม่มายื่นด้วยตนเอง พร้อมติดอากรแสตมป์ 30 บาท)
3) หนังสือใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (กรณีโรงงานอุตสาหกรรม)
4) หนังสือรับรองนิติบุคคล (กรณีผู้ขอรับใบอนุญาตฯ เป็นนิติบุคคล)
พนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่ออกใบรับคำขอและดำเนินการตรวจสอบเอกสาร ภายใน 1 วันทำการ หากเอกสารและหลักฐานไม่ถูกต้องครบถ้วน แจ้งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบเพื่อยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม โดยผู้ขออนุญาตฯ ชำระค่าธรรมเนียมคำขอ 10 บาท
เอกสารหลักฐานครบถ้วนแล้วเสนอผู้มีอำนาจดำเนินการพิจารณาออกใบอนุญาต / ไม่ออกใบอนุญาต
กรณีได้รับอนุญาต
แจ้งผู้ขอรับใบอนุญาตให้มารับใบอนุญาตและชำระค่าธรรมเนียม
กรณีไม่ได้รับอนุญาต
แจ้งเหตุผลพร้อมทั้งสิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ
หมายเหตุ :
กรณีการขอต่ออายุใบอนุญาต การขอรับใบแทน การขอโอน และการขอแก้ไขใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอพร้อมเอกสารหลักฐาน ณ ที่ทำการของพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่เพื่อพิจารณาคำขอต่อไป
ระะเวลาการพิจารณา
1. พื้นที่ในเขตวิกฤตการณ์น้ำบาดาล
(รวม 7 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี นครปฐม พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สมุทรสาคร สมุทรปราการ)
ขนาดบ่อน้ำบาดาล : 2-3 นิ้ว
ปริมาณน้ำบาดาล : ไม่เกินวันละ 100 ลบ.ม.
ระยะเวลาดำเนินการ : 2 วันทำการ
ขนาดบ่อน้ำบาดาล : 4 นิ้วขึ้นไป
ปริมาณน้ำบาดาล : มากกว่าวันละ 100 ลบ.ม
ระยะเวลาดำเนินการ : 17 วันทำการ
2. พื้นที่นอกเขตวิกฤตการณ์น้ำบาดาล (รวม 70 จังหวัด)
ขนาดบ่อน้ำบาดาล : ไม่เกิน 4นิ้ว
ปริมาณน้ำบาดาล : ไม่เกินวันละ 300 ลบ.ม.
ระยะเวลาดำเนินการ : 2 วันทำการ
ขนาดบ่อน้ำบาดาล : 5 นิ้วขึ้นไป
ปริมาณน้ำบาดาล : มากกว่าวันละ 300 ลบ.ม.
ระยะเวลาดำเนินการ : 17 วันทำการ
แจ้งผลการพิจารณา
แจ้งผู้รับใบอนุญาตชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ตามขนาดบ่อ
แจ้งผลการพิจารณาไม่ออกใบอนุญาต
แจ้งผลการพิจารณาและเหตุผล พร้อมทั้งสิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ
ระยะเวลาดำเนินการ : 2 วันทำการ
ตามพระราชบัญญัติป่าไม้(ฉบับที่ 8 ) พ.ศ. 2562 สาระสำคัญของ พ.ร.บ. ป่าไม้ ฉบับดังกล่าว ตามมาตรา 7 กำหนดให้ไม้ทุกชนิดในที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ ครอบครองตามประมวล ตามประมวลกฎหมายที่ดิน ไม่เป็นไม้หวงห้าม หรือไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินที่ได้รับอนุญาตให้ทำประโยชน์ตามประเภทหนังสือ แสดงสิทธิ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีให้ถือว่าไม่เป็นไม้หวงห้าม
กรณีการตัดไม้ในที่ดินของราชพัสดุนั้น แบ่งให้ 2 กรณีคือ