ตอบ: พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมหมายถึงพื้นที่ใดก็ตามที่มีลักษณะเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติที่แตกต่างจากพื้นที่อื่นโดยทั่วไปหรือมีระบบนิเวศน์ตามธรรมชาติ ที่อาจถูกทำลายหรืออาจได้รับความกระทบกระเทือนจากกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ ได้โดยง่าย หรือเป็นพื้นที่ ที่มีคุณค่าทางธรรมชาติหรือสมบัติอันควรแก่การอนุรักษ์
ตอบ: ก่อนการเจาะน้ำบาดาล เทศบาล/อบต. จะต้องขอรับใบอนุญาตเจาะน้ำบาดาล ให้ถูกต้องก่อน และเมื่อเจาะเสร็จแล้วก็ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลอีกครั้งหนึ่ง มิฉะนั้น จะมีความผิดฐานประกอบกิจการน้ำบาดาลโดยมิได้รับอนุญาต ตามมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520
ตอบ:
ค่าใช้น้ำบาดาลและค่าอนุรักษ์น้ำบาดาล ควรชำระภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันเริ่มงวดถัดไป
หากเกินระยะเวลาที่กำหนด จะต้องชำระในอัตรา ดังนี้
1.กรณีชำระเกินกำหนด 1-30 วัน ปรับ 1.1 เท่า จากค่าบริการปกติ
(เช่น ค่าบริการปกติ 1,000 บาท ปรับ 1.1 เท่า เท่ากับ 1,100 บาท)
2.กรณีชำระเกินกำหนด 31-60 วัน ปรับ 1.2 เท่า จากค่าบริการปกติ
(เช่น ค่าบริการปกติ 1,000 บาท ปรับ 1.2 เท่า เท่ากับ 1,200 บาท)
3.กรณีชำระเกินกำหนด 61-90 วัน ปรับ 1.3 เท่า จากค่าบริการปกติ
(เช่น ค่าบริการปกติ 1,000 บาท ปรับ 1.3 เท่า เท่ากับ 1,300 บาท)
4.กรณีชำระเกินกำหนด 91 วัน ปรับ 2 เท่า จากค่าบริการปกติ
(เช่น ค่าบริการปกติ 1,000 บาท ปรับ 2 เท่า เท่ากับ 2,000 บาท)
ตอบ: การเก็บตัวอย่างน้ำเพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะทางกายภาพและทางเคมี มีขั้นตอนดังนี้
1) การเก็บตัวอย่างน้ำจากบ่อน้ำบาดาล จะต้องสูบน้ำทิ้งอย่างน้อย 15 นาที ก่อนเก็บตัวอย่างน้ำ
2) ภาชนะที่ใช้เก็บตัวอย่าง ควรเป็นขวดแก้วหรือขวดพลาสติกที่สะอาด
3) ล้างทั้งขวดและฝา ด้วยตัวอย่างน้ำที่จะเก็บประมาณ 2-3 ครั้ง แล้วเก็บให้เต็มขวดปริมาณไม่น้อยกว่า 1.5 ลิตร
4) เขียนฉลากปิดข้างขวด มีรายละเอียดดังนี้
- หมายเลขบ่อน้ำบาดาล / ใบอนุญาตเจาะบ่อน้ำบาดาล / พิกัด
- สถานที่ตั้ง
- ความลึกของบ่อ
- ชื่อผู้เก็บตัวอย่างน้ำ
- วันที่เก็บตัวอย่างน้ำ
5) นำส่งวิเคราะห์
ตอบ: การคิดราคาค่าเจาะบ่อน้ำบาดาลมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
1. ขนาดของบ่อน้ำบาดาล เช่น 4 นิ้ว 6 นิ้ว 8 นิ้ว
2. ชนิดของท่อกรุบ่อน้ำบาดาล เช่น PVC หรือเหล็ก
3. ความลึกของบ่อน้ำบาดาล
4. ขนาดของเครื่องสูบน้ำ คือ ปริมาณน้ำที่ต้องการใช้ หรือปริมาณน้ำที่สามารถใช้ได้
****ราคาขึ้นอยู่กับการตกลงกับบริษัทเจาะบ่อน้ำบาดาลตามองค์ประกอบที่ต้องการ
ตอบ หากมีการค้างชำระค่าปรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล ไม่สามารถต่ออายุใบอนุญาตได้ท่านต้องดำเนินการชำระค่าปรับที่ค้าง ก่อน จึงจะสามารถต่อใบอนุญาตและใช้งานได้ตามปกติ โดยสามารถติดต่อ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อจังหวัดที่ท่านอยู่ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน ต่อไป
ตอบ:
การกำจัดของเสียอันตราย มีหลายวิธี แต่วิธีหลักๆ ที่นิยมใช้กันทั่วไปมี 2 วิธี และต้องดำเนินการโดยเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการ เท่านั้น คือ 1. การฝังกลบอย่างปลอดภัย (Secure Landfill ) ซึ่งยังแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ
1.1 การปรับเสถียรของเสียอันตราย (Stabilization ) เป็นการฝังกลบโดย การผสมของเสียอันตรายด้วยสารเคมีต่าง ๆ เพื่อทำลายฤทธิ์แล้วนำไปฝังกลบโดยไม่ต้องทำให้ของเสียดังกล่าวมีการแข็งตัวเป็นก้อนก่อน วิธีนี้เหมาะกับการบำบัดของเสียประเภทของแข็งหรือตะกอนที่มีโลหะหนักปนเปื้อน ส่วนการทำเป็นก้อนแข็ง ( Solidification ) เป็นกระบวนการทำลาย หรือลดความเป็นพิษของเสีย โดยทำให้ของเสียเปลี่ยนรูปทางเคมี ให้มีคุณสมบัติเป็นสารเฉื่อย ( Inert Substance ) มากขึ้น
1.2 การฝังกลบอย่างปลอดภัย ของเสียอันตรายที่ปรับเสถียรแล้ว และทำเป็นก้อนแข็ง จะถูกขนส่งด้วยรถแบบ Dump Truck มาฝังยังหลุมฝังกลบ
2. การเผาด้วยเตาเผา แบ่งเป็น 2 แบบ
2.1 การเผาด้วยเตาเผาของเสียอันตรายโดยใช้อุณหภูมิสูงถึง 1,000-1,200 องศาเซนเซียส ซึ่งมีการควบคุมการเผาไหม้และอุปกรณ์ควบคุมก๊าซ ที่เกิดจากการเผาไหม้ที่มีความสามารถในการขจัดก๊าซพิษ 99.99% และต้องมีส่วนเผาไอก๊าซ มีการติดตั้งเครื่องฟอกไอก๊าซที่มีประสิทธิภาพ
2.2 การเผาเป็นเชื้อเพลิงร่วมในอุตสาหกรรมผลิตปูนซีเมนต์ โดยเผาร่วมกับเชื้อเพลิงหลักสามารถทำลายของเสียอันตรายอินทรีย์ได้ เช่น น้ำมันหล่อลื่นใช้แล้ว
ตอบ : ปัจจุบันหลักเกณฑ์ความลึกของบ่อน้ำบาดาล ที่กำหนดเกินกว่า 15 เมตร เกินกว่า 20 เมตร หรือความลึกเกินกว่า 30 เมตร ได้ถูกยกเลิกแล้ว ตามประกาศกระทรวงฯ เรื่อง กำหนด เขตน้ำบาดาลและความลึกของน้ำบาดาล พ.ศ. 2554 ที่กำหนดให้ท้องที่ของแต่ละจังหวัด ในราชอาณาจักรไทยเป็นเขตน้ำบาดาล และให้น้ำบาดาลที่อยู่ลึกจากผิวดินลงไปเกินกว่า 15 เมตร เป็นน้ำบาดาลส่วนขนาดบ่อหรือการใช้น้ำบาดาล หากบ่อน้ำบาดาลนั้นๆ มีความลึก เกินกว่า 15 เมตร จะต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้ถูกต้อง มิฉะนั้นจะมีความผิดตามกฎหมาย