น้ำทิ้งในการย้อมผ้าจะมีโลหะหนักเป็นส่วนประกอบ หากปล่อยลงดินจะทำให้เกิดการสะสมในดินซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพืชหากทิ้งลงแหล่งน้ำธรรมชาติ จะเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำ พืชน้ำ และลักษณะทางกายภาพของน้ำรวมทั้งส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากระบบบำบัดน้ำเสียออกแบบมาเพื่อรองรับการบำบัดทางชีวภาพ แต่ไม่สามารถบำบัดสารประกอบของสีย้อมผ้าได้ หากมีน้ำทิ้งจากการย้อมผ้าเข้าระบบบำบัดจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อการบำบัดน้ำเสีย จึงขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งน้ำจากการย้อมผ้าลงดิน คลอง แหล่งน้ำธรรมชาติ และท่อระบายน้ำโดยตรง ขอให้เก็บน้ำที่เกิดจากการย้อมผ้าใส่ภาชนะไว้ และแจ้งสำนักงานเขตหรือสำนักการระบายน้ำเพื่อจัดรถมารับน้ำเสียจากการย้อมผ้ารวบรวมไปบำบัดอย่างถูกวิธีหากสะดวกที่จะนำส่งน้ำเสียดังกล่าวด้วยตนเอง ให้ส่งไปที่โรงควบคุมคุณภาพน้ำช่องนนทรี บริเวณถนนพระราม 3 เขตยานนาวา โทร. 0 2295 1148 – 52 ต่อ 1202 หรือ โรงควบคุมคุณภาพน้ำห้วยขวาง ซอยประชาสงเคราะห์ 36 โทร. 08 9156 3062 จากนั้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะประสาน บริษัท บริหารและพัฒนาเพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) หรือ GENCO ให้นำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป
ตอบ:
1. ที่ดินที่ได้ปลูกไม้ชนิดต่างๆ และขอขึ้นทะเบียนเป็นสวนป่า ตามพระราชบัญญัติสวนป่าพ.ศ. 2535 แล้ว หากผู้ทำสวนป่ามีความประสงค์ตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า ให้แจ้งต่อพนักงาน
เจ้าหน้าที่ โดยให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแห่งท้องที่ที่สวนป่นั้นตั้งอยู่ เพื่อออกหนังสือรับรองการแจ้งตัดหรือโค่นไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า (สป.13) แล้วสามารถตัดหรือโค่นไม้จากสวนป่าได้ทันที สำหรับการแปรรูปไม้ ผู้ทำสวนป่ามีความประสงค์จะใช้สถานที่เพื่อทำการแปรรูปไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่า ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตต่อนายทะเบียน โดยให้ยื่น ณ ที่ว่การอำเภอหรือสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดแห่งท้องที่ที่สถานที่ทำการแปรรูปไม้นั้นตั้งอยู่และผู้รับใบอนุญาตสามารถทำการแปรรูปไม้เฉพาะไม้ที่ได้มาจากการทำสวนป่าของตนเองเท่านั้น สำหรับการแปรรูปไม้เพื่อการใช้สอยหรือจำหน่าย ให้กระทำได้ไม่เกิน 90 วัน แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป็นการแปรรูปไม้เพื่อสิ่งประดิษฐ์ เครื่องใช้หรือสิ่งอื่นใด ให้กระทำได้ไม่เกิน 180 วัน ทั้งนี้ กรณีจะให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท เข้าดำเนินการ จะต้องทำการจดเพิ่มวัตถุประสงค์ของบริษัทให้สอดคล้องกับกิจการที่ต้องการดำเนินการ
2. ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบริษัท สามารถดำเนินการขออนุญาตตัดไม้ได้ โดยเจ้าของที่ดินผู้ทำสวนป่าจะต้องมีหนังสือมอบอำนาจให้ดำเนินกิจการสวนป่าแทนตนเอง
3. นิติบุคคลสามารถยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์ ตามพระราชบัญญัติเลื่อยโซ่ยนด์พ.ศ. 2545 ได้ ซึ่งนิติบุคคลนั้นจะต้องจดทะเบียนตามกฎหมายเพื่อดำเนินกิจการที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้เลื่อยโชยนต์เป็นสำคัญ โดยยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้มีเลื่อยโซ่ยนต์ ณ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดท้องที่ และหากมีความประสงค์จะให้คนงานหรือผู้รับจ้างของนิติบุคคลใช้เลื่อยโซ่ยนด์ ก็สามารถดำเนินการได้ แต่จะต้องใช้งานภายในเขตอำเภอท้องที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กรณีที่จะนำไปใช้นอกเขตอำเภอท้องที่ที่ได้รับอนุญาต จะต้องดำเนินการขอรับใบอนุญาตใช้นอกพื้นที่เป็นการชั่วคราว
4.ในการแปรรูปไม้เพื่อทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ ต้องขออนุญาตตั้งโรงงานแปรรูปไม้เพื่อประดิษฐกรรมเนื่องจากพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ออกโดยประกาศกระทรวงฯ กำหนดให้เขตท้องที่จังหวัดทุกหวัดเป็นเขตควบคุมการแปรรูปไม้ โดยวัถุประสงค์และวัตถุดิบป้อนโรงงานให้ปฏิบัติเป็นไปตามกรมป่าไม้ พ.ศ.2562 สำหรับการขนย้ายเฟอร์นิเจอร์ ผู้รับอนุญาตตั้งโรงงานฯ ควรขอใบอนุญาตค้าสิ่งประดิษฐ์เพื่อออกหนังสือกำกับสิ่งประดิษฐ์ ใช้เป็นหลักฐานการน้ำสิ่งประดิษฐ์เคลื่อนที่ให้แก่ผู้ซื้อ อีกทั้งยังเป็นหลักฐานแสดงการได้มาซึ่งสิ่งประดิษฐ์นั้นด้วยนี้ (กองการอนุญาต โทร. 0-2579 4852 )
ตอบ:กรณีบ่ออุดกลบไปแล้ว การรื้อดินเหนียวหรือซีเมนต์ไม่สามารถด้าเนินการเพื่อให้บ่อใช้งานดังเดิมได้
เพราะเป็นบ่อที่ถูกปิดและสิ้นสภาพการใช้งานแล้ว หากมีความประสงค์ใช้น้้าบาดาลต้องด้าเนินการ
ขออนุญาตเจาะและขออนุญาตใช้น้้าบาดาลตามขั้นตอนให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ตอบ: อบต. สามารถด้าเนินการเองได้ ประกอบกับไม่มีความจ้าเป็นต้องใช้ระบบประปาแล้ว เนื่องจากไม่มีการใช้งาน / หรืออุดกลบบ่อไปแล้ว และใช้ระบบประปาจากจุดอื่น ซึ่งน่าจะเกิดผลดีต่อเจ้าของที่ดิน เพื่อป้องกันสิ่งก่อสร้าง/ถังบรรจุน้้าด้านบนไม่ได้ใช้งานแล้ว และแผ่นรองรับถังเป็นไม้ที่อาจจะช้ารุดและจะร่วงหล่นมาได้ ทั้งนี้ หากเป็นบ่อของหมู่บ้านควรหารือกลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ ว่ามีความเห็นตรงกันหรือไม่ ที่จะรื้อถอน ย้าย หรือจะไม่ใช้งานแล้ว เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม
ตอบ:
การคุ้มครองป่าไม้, การควบคุมการตัดไม้, การปลูกป่า, การป้องกันไฟป่าและแมลงทำลายต้นไม้, การใช้ไม้อย่างประหยัด ใช้วัสดุอื่นแทนไม้ หรือการนำเศษไม้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่, การปรามปราบผู้ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า, การรณรงค์ปลูกจิตสำนึกให้ประชาชนเห็นความสำคัญของป่าไม้,มีนโยบายเปิดป่าสัมปทานการทำป่าไม้เพื่อช่วยอนุรักษ์ป่า