Loading...

ศูนย์บริการร่วม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

MNRE Service Link Center

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

ถาม-ตอบ

ค้นหาคำถาม

ถาม-ตอบ

คุณสามารถฝากคำถามที่คุณสงสัยกับทางเราได้โดยการกดปุ่ม "แจ้งคำถาม" ด้านข้างนี้

แบบฟอร์มฝากคำถาม

บ่อน้ำบาดาลที่ทราบความลึกที่ต้องการจะเจาะว่าไม่ถึงชั้นบาดาลจำเป็นต้องขอใบอนุญาตหรือไม

Answer

ตอบ : บ่อน้ำบาดาลทุกบ่อต้องขออนุญาตเจาะน้ำบาดาลก่อนทุกบ่อ เว้นแต่มีเจตนาชัดเจนว่า เจาะไม่ถึงชั้นน้ำบาดาลตามกฎหมายก็ไม่จำเป็นต้องขอรับใบอนุญาต

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 27 ก.ค. 65

การต่ออายุใบอนุญาต หากในอนุญาตหมดอายุแล้วจะให้ดำเนินการอย่างไร

Answer

ตอบ : ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2520) ออกตามความในพระราชบัญญัติน้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ข้อ 1 กำหนดว่า การต่อใบอนุญาต ต้องยื่นคำขอก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดอายุ ไม่น้อยกว่า 15 วัน ดังนั้น หากใบอนุญาตสิ้นอายุแล้ว ต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลใหม่ ตามแบบ นบ. 2

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 27 ก.ค. 65

ถ่านไม้

Answer

ตอบ:

ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้ และถ่านไม้เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2552 นั้น “ถ่านไม้ ” หมายความว่า ถ่านไม้ที่ได้จากการเผาไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินกรรมสิทธิ์ หรือสิทธิครอบครอง (นอกจากไม้สักและไม้ยาง) รวมถึงผงถ่าน ถ่านอัด และถ่านที่ได้จากวัสดุอื่น ที่ไม่ใช่ไม้

ระเบียบกรมป่าไม้ ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองไม้ ผลิตภัณฑ์ไม้ และถ่านไม้เพื่อส่งออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2552

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2549 ข้อ 4 ให้ถ่านไม้เป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตในการส่งออกไปนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ ผงถ่าน ถ่านอัด และถ่านที่ได้จากวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ไม้ เช่น ถ่านกะลามะพร้าว ถ่านเปลือกผลไม้ เป็นต้น

ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2549

ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยเอกสารหรือหลักฐานประกอบการขออนุญาตส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2549 ข้อ 3 การขออนุญาตส่งออกถ่านไม้ ให้ยื่นคำร้องขอรับใบอนุญาตส่งสินค้าออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมกับแนบเอกสารหรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้

 

ระเบียบกระทรวงพาณิชย์ ว่าด้วยเอกสารหรือหลักฐานประกอบการขออนุญาตส่งถ่านไม้ออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2549

และมีขั้นตอนการขอหนังสือรับรอง ดังนี้

 

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 27 มิ.ย. 65

เอกสารแนบ

ถ่านไม้

ขนาดไฟล์:0.58 Mb | ประเภทไฟล์: .jpg | ดาวน์โหลด: 7 ครั้ง

วิธีการยื่น-1

ขนาดไฟล์:0.49 Mb | ประเภทไฟล์: .jpg | ดาวน์โหลด: 6 ครั้ง

การผลิตถ่านไม้เพื่อสุขภาพ มีขั้นตอนอย่างไร

Answer

ตอบ:

การผลิตถ่านไม้เพื่อสุขภาพหมายถึง วิธีการผลิตถ่านสำหรับอุปโภคบริโภค  นอกเหนือจากการผลิตถ่านเพื่อใช้เป็นพลังงาน  โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือปลดปล่อยสารแทรกต่าง ๆ ในชีวมวล ที่ใช้ผลิตถ่านออกให้ได้มากที่สุด

ขั้นตอนการผลิตถ่านเพื่อสุขภาพ  เริ่มจากเมื่อกระบวนการผลิตถ่านสิ้นสุดลง  จะมีการเปิดปล่องทุกปล่องและเติมอากาศ (ออกซิเจน)  เข้าไปในเตาเผาถ่านอีกครั้ง  ซึ่งการทำเช่นนี้เรียกว่า  Refinement technique และออกซิเจนจะทำให้ถ่านในเตาติดไฟ และอุณหภูมิสูงขึ้นอีกครั้ง  ซึ่งการทำ Refinement นั้น ควรใช้เวลา 30-45 นาที  สำหรับเตาเผาถ่านขนาดความจุ 2.0 ลูกบาศก์เมตร  การทำให้ถ่านบริสุทธิ์จะทำให้ผลผลิตถ่านลดลงแต่คุณสมบัติถ่านจะสูงขึ้น

ถ่านไม้ที่ได้จะมีสถานะเป็นด่างเล็กน้อย  มีสีดำ  เทาดำ และมีเขม่าดำ  จากการสลายของสารแทรกต่าง ๆ มาจับภายนอกของถ่าน ทำให้มีสีดำติดมือ  จึงต้องนำถ่านไม้ที่ได้ ไปทำความสะอาดก่อน

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 27 มิ.ย. 65

ต้องการขออนุญาตใช้น้ำบาดาล แต่มีผลการวิเคราะห์จากหน่วยงานอื่นแล้ว ต้องส่งตัวอย่างน้ำให้กรมทรัพยากรน้ำบาดาลตรวจสอบอีกครั้งไหม

Answer

ตอบ:

สำหรับการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาดังนี้

1. กรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลและมีรายงานผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำบาดาลมาพร้อมด้วยแล้ว ไม่ต้องส่งตัวอย่างน้ำและเสียค่าวิเคราะห์น้ำอีก

2. กรณีที่ผู้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลยังไม่มีรายงานผลการวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำบาดาลมาประกอบการพิจารณา ต้องดำเนินการดังนี้

    (1) ผู้ขอรับใบอนุญาตเก็บตัวอย่างน้ำส่งให้เจ้าหน้าที่เพื่อนำน้ำตัวอย่างไม่น้อยกว่า 1.5 ลิตร ไปวิเคราะห์ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะเสียค่าวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างละ 1,200 บาท

    (2) ผู้ขอรับใบอนุญาตสามารถส่งตัวอย่างน้ำไปวิเคราะห์ได้ที่ส่วนราชการอื่น หรือหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่วิเคราะห์คุณภาพน้ำ หรือสถาบันอื่นที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มอก. หรือจะให้บริษัทเอกชนเป็นผู้วิเคราะห์คุณภาพน้ำก็ได้ แต่ต้องเป็นบริษัทเอกชนที่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลออกหนังสือรับรองให้ และ

การวิเคราะห์คุณภาพน้ำนั้นจะต้องวิเคราะห์ตามเกณฑ์ หรือ พารามิเตอร์ ไม่น้อยกว่าที่กำหนด

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 30 พ.ค. 65

ต้องการส่งตัวอย่างน้ำเพื่อตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำมีขั้นตอนอย่างไร

Answer

ตอบ:

กองวิเคราะห์น้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล ให้บริการตรวจสอบคุณภาพน้ำบาดาลแก่ประชาชนและองค์กรต่างๆ โดยมีขั้นตอนการให้บริการ (15 วัน ทำการ) ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ผู้ต้องการขอรับบริการยื่นเอกสารคำขอวิเคราะห์ น้ำตัวอย่างไม่น้อยกว่า 1.5 ลิตร พร้อมชำระค่าวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ ตัวอย่างละ 1,200 บาท ได้ที่ สำนักควบคุมกิจการน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรุงเทพมหานคร และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด

ขั้นตอนที่ 2 สำนักควบคุมกิจการน้ำบาดาล และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด จัดส่งเอกสารคำขอวิเคราะห์พร้อมตัวอย่างน้ำบาดาล ให้กองวิเคราะห์น้ำบาดาลดำเนินการ

ขั้นตอนที่ 3 กองวิเคราะห์น้ำบาดาล รับคำร้องฯ พร้อมตัวอย่างน้ำบาดาล โดยตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วน แล้วลงวันที่รับตัวอย่าง

ขั้นตอนที่ 4 เจ้าหน้าที่กองวิเคราะห์น้ำบาดาล ดำเนินการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำ

ขั้นตอนที่ 5 แจ้งผลการตรวจสอบคุณภาพน้ำบาดาลต่อผู้รับบริโภค

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 30 พ.ค. 65

ป่าชายเลนมีประโยชน์อย่างไร

Answer

ตอบ:มีประโยชน์ทางตรง 1. ใช้ก่อสร้างทำเฟอร์นิเจอร์ : ไม้จากป่าชายเลน เช่น โกงกาง แสม ตะบูนเหมาะที่จะใช้ทำเสาเข็ม คาน โครงสร้างหลังคา 2. ทำฟืนเผาถ่าน : ไม้จากป่าชายเลนโดยเฉพาะไม้โกงกาง นำมาทำฟืนและเผาเป็นถ่านคุณภาพดี 3. ใช้เป็นสมุนไพร : ด้านประมง ป่าชายเลนเป็นแหล่งสมุนไพรหลายชนิดที่ใช้รักษาโรคต่างๆ เช่นโกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ประโยชน์ทางอ้อม 1. ด้านประมง ป่าชายเลนเป็นแหล่งอาหารสำคัญ และเป็นแหล่งอาศัยหลบภัยของสัตว์น้ำ 2. เป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเช่น หอยแครง หอยแมลงภู่ 3. ป่าชายเลนที่หน้าปรับสมดุลให้กับระบบนิเวศน์ บนบก และระบบนิเสศน์ในทะเลป้องกันการพังทลายของดินชายฝั่ง 4. กรองของเสียที่จะไหลออกสู่ทะเล ลดความรุนแรงของลมพายุ และเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพ

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 29 เม.ย. 65

ส.ท.ก. คืออะไร

Answer

ตอบ:

ส.ท.ก.

     กรมป่าไม้ได้เริ่มดำเนินการให้สิทธิทำกิน (สทก.) ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มานับตั้งแต่ปี 2525 ต่อมาปี พ.ศ. 2528 รัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2528

กำหนดให้มีมาตรา 16 ทวิ และมาตรา 16 ตรี ขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีความจำเป็นในการครองชีพ สามารถเข้าทำกิน ในเขตป่าสงวนแห่งชาติได้โดยไม่เดือดร้อน และโดยมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ซึ่งความตามพระราชบัญญัติดังกล่าว เป็นการรับรองว่าสิทธิทำกิน (สทก.)ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่กรมป่าไม้มอบให้กับราษฎรนั้นเป็นไปตามกฎหมาย

การออกหนังสือ สทก.

1. การที่จะให้“สทก.” ในเขตป่าสงวนแห่งชาติใดๆ กรมป่าไม้ จะต้องส่งเจ้าหน้าที่ ออกไปเดินสำรวจในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้นๆ ว่ามีพื้นที่บริเวณใดที่ยังคงมีสภาพป่าดีอยู่ มีพื้นที่ใดที่ควรสงวนรักษาไว้ มีพื้นที่ที่หมดสภาพป่าไปแล้ว เป็นสภาพที่มีลักษณะเสื่อมโทรมจำนวนเท่าใด จัดทำแผนที่รายงานต่อกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงนามประกาศกำหนดให้บริเวณพื้นที่ที่สภาพเสื่อมโทรมดังกล่าว ให้เป็น “เขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ”แล้ว กรมป่าไม้ก็จะส่งเจ้าหน้าที่ ออกไปสำรวจสภาพพื้นที่ เพื่อพิจารณาให้สิทธิทำกินต่อไป

2. เมื่อกรมป่าไม้กำหนดที่จะทำการสำรวจสภาพพื้นที่ในเขตป่าใด

2.1  ประชาสัมพันธ์นัดหมายราษฎรพื้นที่ มาประชุมฟังคำชี้แจงถึงหลักเกณฑ์ต่าง ๆ

2.2 ให้ราษฎรผู้ครอบครองที่ดิน ในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ ยื่นคำขอมีสิทธิทำกินตามเวลากำหนด โดยต้องนำบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้านไปเป็นหลักฐานด้วย

2.3 เจ้าหน้าที่นัดหมายราษฎรผู้ยื่นคำขอแต่ละราย มานำสำรวจการถือครอง และตรวจสอบสภาพพื้นที่ หากถูกต้องตามหลักเกณฑ์ และข้อกำหนด ก็จะทำการรังวัดขอบเขตแปลงที่ดิน พร้อมกับฝังหลักเขตแสดงแนวแปลงที่ดิน

3. หนังสือ“สทก.” ที่มอบให้ราษฎร จะลงนามอนุญาตโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ที่ท้องที่ที่ป่าสงวนแห่งชาตินั้นตั้งอยู่ มีลักษณะดังนี้

แบบที่ 1   เรียกว่า “หนังสืออนุญาตให้ทำประโยชน์ และอยู่อาศัยภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ” หรือแบบ สทก.1 ก. เป็นหนังสืออนุญาตให้ครั้งแรก มีอายุการอนุญาต 5 ปี ขนาดเนื้อที่อนุญาตให้ตามที่ครอบครองอยู่จริง แต่ไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัวไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาต เมื่อครบกำหนดการอนุญาตให้ครั้งแรก จะเปลี่ยนหนังสืออนุญาตตามแบบ สทก.2 ก

แบบที่2  แบบ สทก.2 ก ออกให้สำหรับผู้ที่ได้รับ สทก.1 ก มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และปฏิบัติถูกต้องตามเงื่อนไข กรมป่าไม้จะออกหนังสือฉบับนี้ให้ เพื่อมีสิทธิทำกินในที่ดินเดิมต่อไป ซึ่งไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัว (โดยจะเรียกเก็บหนังสือ สทก.1 ก ด้วย) มีอายุการอนุญาต 5 ปีและต้องชำระค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาต ในอัตราไร่ละ 20 บาท (ต่อหนึ่งคราวการอนุญาต) เมื่อครบกำหนดก็จะมีการพิจารณาต่ออายุให้

แบบที่3  เรียกว่า “หนังสืออนุญาตให้ทำการปลูกป่าหรือไม้ยืนต้น ภายในเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ” หรือ แบบ สทก.1 ข เป็นหนังสืออนุญาตที่ออกให้แก่ราษฎรผู้ที่ได้รับ สทก.1 ก หรือ สทก.2 ก ที่ครอบครองพื้นที่เกินกว่า 20 ไร่ และมีความประสงค์จะปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นภายในเนื้อที่ไม่เกิน 35 ไร่ ต่อครอบครัว มีอายุการอนุญาตคราวละ 10 ปี และจะต้องชำระค่าธรรมเนียมหนังสืออนุญาต ในอัตราไร่ละ 20 บาท ทั้งนี้ ราษฎรจะต้องปลูกป่าหรือไม้ยืนต้นไม่น้อยกว่าไร่ละ 25ต้น เมื่อครบกำหนดเวลาการอนุญาตก็สามารถต่ออายุได้

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาอนุญาตให้มีสิทธิทำกิน

1. จะต้องเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ที่มีลักษณะเป็นป่าเสื่อมโทรม โดยกรมป่าไม้ได้ส่งเจ้าหน้าที่มาสำรวจพิสูจน์แล้ว

2. เป็นพื้นที่ที่ได้ทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยอยู่แล้ว

3. ไม่อยู่ในพื้นที่ป่าที่มีสภาพเป็น ต้นน้ำลำธาร ภูเขาสูงชัน หรือมีสภาพที่ควรรักษาไว้

4. ไม่เป็นป่าชายเลน

5. ไม่เป็นพื้นที่ป่าที่ในการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการป่าไม้

6. ไม่เป็นบริเวณที่มีทิวทัศน์สวยงามอันควรรักษาไว้

7. ไม่เป็นพื้นที่ซึ่งได้ทำการปลูกสร้างสวนป่า หรือได้รับอนุมัติโครงการสำหรับปลูกป่าระยะ 5 ปีไว้แล้ว

คุณสมบัติของผู้ขออนุญาตมีสิทธิทำกิน

-  เป็นบุคคลธรรมดา(ไม่ใช่นิติบุคคล)

-  บรรลุนิติภาวะแล้ว และเป็นหัวหน้าครอบครัว

-  เป็นผู้ที่ได้ประโยชน์ หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ที่ขอมีสิทธิทำกินอยู่แล้ว

1. สามารถอยู่อาศัยและทำกินต่อไปในเขตป่าสงวนแห่งชาติ โดยถูกต้องตามกฎหมาย

2. สิทธิทำกินตกทอดไปถึงทายาทได้

3. สามารถขออนุญาตทำไม้ที่ได้ปลูกขึ้นภายในที่ดินที่ได้รับอนุญาต (ตามแบบ สทก.1 ก หรือ สทก.2 ก หรือ สทก.1 ข) เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่ต้องชำระค่าภาคหลวงและค่าบำรุงป่า

4. สามารถขอรับการสนับสนุนเงินทุน ในรูปของสินเชื่อเพื่อพัฒนาการเกษตร ได้จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตามโครงการที่กรมป่าไม้ และ ธ.ก.ส. จัดทำขึ้นหน้าที่

ผู้ที่ได้รับ สทก. ต้องปฏิบัติตาม ข้อกำหนดเงื่อนไขของหนังสืออนุญาตแบบต่างๆ ซึ่งปรากฏหลังของหนังสืออนุญาต สาระสำคัญคือ

1.  จะต้องทำประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับจาก สทก. ตามวัตถุประสงค์ที่ขอไว้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด และจะให้บุคคลอื่น นอกจากบุคคลในครอบครัว เข้าทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวมิได้

2.  ห้ามซื้อ-ขายที่ดิน สทก.

3.  ห้ามละทิ้งไม่ทำประโยชน์ หรือไม่อยู่อาศัยในที่ดินที่ได้รับ สทก.

4.  ห้ามบุกรุกแผ้วถางป่าในบริเวณติดต่อใกล้เคียง

5.  ให้ความร่วมมือพนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไข หนังสืออนุญาต สทก. หากไม่ปฏิบัติตาม “หน้าที่” หรือ ทำผิด “เงื่อนไข” จะถูกเพิกถอน “สิทธิทำกิน” โดยจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในกรณีใด ๆ มิได้

การตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไข สทก.

     กรมป่าไม้จะส่งเจ้าหน้าที่ออกมาพบประชาชนผู้ได้รับ สทก. โดยสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบการใช้ที่ดิน ว่าเป็นไปตามเงื่อนไขหรือไม่ หากถูกต้องก็จะมี “สิทธิทำกิน” ต่อไปเรื่อยๆ การดำเนินการในปัจจุบัน

     ปัจจุบันกรมป่าไม้ไม่ได้มีการออก สทก. เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณที่ ใช้ในการดำเนินการดังกล่าว ซึ่งเกษตรกรที่ไม่มีที่ทำกินก็จะหันไปขอเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.แทน สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิ สทก.แต่เดิมอยู่แล้ว ก็ยังคงมีสิทธิอยู่ตามเดิม

ผู้ตอบ: Service Link Center Admin
วันที่ : 18 เม.ย. 65
จำนวนทั้งหมด 97 รายการ
1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13